เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีภาพที่ซับซ้อนกว่าการมองตัวเลข GDP เพียงตัวเดียว การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีกำลังสร้างแรงส่งที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของครัวเรือน ธุรกิจขนาดเล็ก และการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนใหม่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ
ข้อมูล GDP ล่าสุดที่เผยแพร่แล้ว ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 คือไตรมาส 2 ซึ่งเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขณะที่ สศช. ประเมินว่าเศรษฐกิจตลอดปีมีแนวโน้มขยายตัว 2.0–2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.2% ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินที่ 2.3% และ AMRO ประเมินที่ 2.4%
ตัวเลขที่อยู่ใกล้กันนี้สะท้อนภาพร่วมประการหนึ่ง: เศรษฐกิจไทยยังขยายตัว แต่ยังไม่ใช่การเติบโตในระดับสูง และคุณภาพของแรงขับเคลื่อนมีความสำคัญพอ ๆ กับอัตราการเติบโตของ GDP
การลงทุนกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ที่เด่นขึ้น
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของปี 2569 คือบทบาทของการลงทุนภาคเอกชน
สศช. ระบุว่าการลงทุนภาคเอกชนเติบโตสูงสุดในรอบเกือบ 14 ปี โดยส่วนหนึ่งมาจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและเริ่มทยอยเข้าสู่ขั้นการผลิตจริง โดยเฉพาะโครงการในกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีขั้นสูง
แรงลงทุนลักษณะนี้มีความสำคัญเพราะต่างจากการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น หากโครงการใหม่สร้างกำลังการผลิต พัฒนาบุคลากร และเชื่อมบริษัทไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้ ก็สามารถเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาวได้ด้วย
แต่การเห็นตัวเลขการลงทุนสูงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าผลดีจะกระจายทั่วเศรษฐกิจ
ธปท. ระบุว่าการลงทุนและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการพึ่งพาการนำเข้าสูง และผลดีที่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจไทยในวงกว้างยังมีจำกัด ขณะที่ SMEs จำนวนหนึ่งยังเผชิญปัญหาการแข่งขันและข้อจำกัดในการปรับตัว
นี่จึงเป็นจุดที่ต้องแยกคำว่า “มีการลงทุนเข้ามา” ออกจาก “การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากเพียงใด”
หากศูนย์ข้อมูลหรือโรงงานเทคโนโลยีต้องนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีส่วนใหญ่ ผลต่อ GDP และการจ้างงานภายในประเทศอาจไม่สูงเท่ากับมูลค่าการลงทุนที่ประกาศไว้ แต่หากธุรกิจไทยเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน ให้บริการ สนับสนุนระบบ หรือรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ ผลทางเศรษฐกิจก็สามารถขยายออกไปได้มากกว่าเดิม
การส่งออกแข็งแรง แต่ต้องดูพร้อมกับการนำเข้า
อีกเครื่องยนต์ที่โดดเด่นคือภาคส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าเดือนกรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้ามูลค่า 34,789.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.64% จากปีก่อน ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 38,399.64 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 36.71% ทำให้เดือนดังกล่าวขาดดุลการค้า 3,610.51 ล้านดอลลาร์
การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมากจึงเป็นข่าวบวก แต่ตัวเลขนำเข้าที่เร่งตัวเร็วกว่าก็มีความหมายเช่นกัน
ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนการนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ที่ใช้รองรับการลงทุนและการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งสามารถสร้างกำลังการผลิตในอนาคตได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขดังกล่าวก็สอดคล้องกับข้อสังเกตของ ธปท. และ สศช. ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ของไทยยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศไม่เต็มที่
ดังนั้น การติดตามเฉพาะ “ยอดส่งออกโตเท่าไร” อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ คือการดูว่าไทยสามารถเพิ่ม Local Content (สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วน วัตถุดิบ สินค้า หรือบริการภายในประเทศ) และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศจากวัฏจักรเทคโนโลยีรอบนี้ได้มากแค่ไหน
การบริโภคยังเป็นฐานใหญ่ แต่แรงส่งไม่เท่าการลงทุน
แม้การลงทุนและการส่งออกจะโดดเด่นขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการใช้จ่ายของครัวเรือนเป็นฐานสำคัญ
ธปท. ประเมินว่าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าที่คาด เนื่องจากครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น และมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดย SMEs มีความสามารถในการปรับตัวแตกต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่
ประเด็นนี้อธิบายได้ว่าทำไมในช่วงเดียวกันเราอาจเห็นทั้งตัวเลขการลงทุนหรือการส่งออกที่เติบโตแรง และความรู้สึกของครัวเรือนหรือธุรกิจรายย่อยที่ไม่ได้ดีขึ้นในระดับเดียวกัน
ทั้งสองภาพสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ หากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรม บริษัท หรือพื้นที่บางกลุ่ม ขณะที่รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ฟื้นตัวช้ากว่า
สำหรับแนวโน้มต่อจากนี้ การบริโภคจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ขึ้นอยู่กับการเติบโตของรายได้ การจ้างงาน ความสามารถในการชำระหนี้ และความเชื่อมั่นของครัวเรือนด้วย
ท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐยังช่วยพยุงเศรษฐกิจ
การท่องเที่ยวยังคงมีความสำคัญต่อไทยผ่านรายได้ของธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจในพื้นที่ท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ในการประเมินเศรษฐกิจล่าสุด แรงส่งที่ถูกกล่าวถึงเด่นกว่ามาจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยี ขณะที่ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาคท่องเที่ยวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้
ในอีกด้านหนึ่ง การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนที่หลายหน่วยงานนำมารวมไว้ในประมาณการเศรษฐกิจ โดย AMRO มองว่าการใช้จ่ายภาครัฐร่วมกับการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของไทย
ผลจริงจึงขึ้นอยู่กับทั้งขนาดและจังหวะของการเบิกจ่าย รวมถึงว่าการลงทุนภาครัฐสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพและดึงการลงทุนภาคเอกชนตามมาได้เพียงใด
ทำไมประมาณการของแต่ละหน่วยงานไม่เท่ากัน
ณ ปลายเดือนกันยายน 2569 มุมมองของหน่วยงานหลักไม่ได้แตกต่างกันมาก สศช. ประเมิน GDP ปี 2569 ในช่วง 2.0–2.5% โดยมีค่ากลาง 2.2% ธปท. ประเมิน 2.3% ส่วน AMRO ประเมิน 2.4%
ความแตกต่างระดับไม่กี่จุดทศนิยมไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานใด “ถูก” หรือ “ผิด” แต่เกิดจากสมมติฐานที่ต่างกัน ทั้งเรื่องการส่งออก การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ ภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และพฤติกรรมการบริโภค
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขปลายทางคือ ปัจจัยที่แต่ละหน่วยงานให้น้ำหนัก ซึ่งขณะนี้มีจุดร่วมค่อนข้างมาก ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน การส่งออกเทคโนโลยี และบทบาทของภาครัฐ ขณะเดียวกันก็มีความกังวลร่วมกันเรื่องการเติบโตที่ยังไม่กระจายทั่วเศรษฐกิจ
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
สำหรับการประเมินว่าแรงส่งปัจจุบันจะพัฒนาเป็นการเติบโตที่แข็งแรงขึ้นหรือไม่ มีตัวชี้วัดสำคัญอยู่หลายด้าน
ด้านแรกคือ การลงทุนใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มในไทยได้มากเพียงใด โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กับ SMEs ผู้ผลิตในประเทศ และแรงงานไทย
ด้านที่สองคือ กำลังซื้อของครัวเรือน หากรายได้และความเชื่อมั่นไม่ฟื้นตามการลงทุน การเติบโตอาจยังคงกระจุกตัว
ด้านที่สามคือ องค์ประกอบของการส่งออกและนำเข้า การส่งออกที่เติบโตพร้อมกับการนำเข้าสินค้าทุนอาจเป็นสัญญาณของการขยายกำลังผลิต แต่ต้องติดตามต่อว่ากำลังผลิตนั้นสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากเพียงใด
ด้านสุดท้ายคือ เศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้า เพราะแรงส่งด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีของไทยยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวัฏจักรการลงทุนโลก ความต้องการสินค้า AI และมาตรการทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก
บทสรุป
ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569 จึงไม่ใช่เรื่องของการเลือกว่ามุมมองควรเป็น “ดี” หรือ “แย่”
ข้อมูลปัจจุบันชี้ว่าไทยมีแรงส่งที่ชัดเจนจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และประมาณการของหลายหน่วยงานยังอยู่ในบริเวณการเติบโตระดับ 2% ต้นถึงกลาง
แต่ตัวแปรที่จะกำหนดคุณภาพของการเติบโตในระยะต่อไป คือความสามารถในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนและการส่งออกเหล่านี้ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่ม รายได้ ทักษะแรงงาน และโอกาสของธุรกิจภายในประเทศ
หากแรงส่งจากอุตสาหกรรมใหม่สามารถเชื่อมลงมาถึงเศรษฐกิจส่วนอื่นได้มากขึ้น การลงทุนรอบนี้อาจมีความหมายมากกว่าการช่วยให้ GDP ในปีเดียวสูงขึ้น แต่หากการพึ่งพาการนำเข้ายังสูงและผลประโยชน์ยังกระจุกตัว ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็อาจยังไม่สะท้อนประสบการณ์ของครัวเรือนและธุรกิจส่วนใหญ่ในระดับเดียวกัน



