เงินเฟ้อเป็นตัวเลขที่คนทั่วไปเจอผ่านค่าครองชีพ แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศในแต่ละเดือนไม่ได้หมายความว่า “ของทุกอย่างแพงขึ้นเท่ากัน” และไม่ได้บอกว่าราคาสินค้าทุกชนิดกำลังขึ้นพร้อมกัน สิ่งที่ตัวเลขนี้พยายามวัดคือ ระดับราคาของตะกร้าสินค้าและบริการโดยรวมเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่แล้ว ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 ระบุว่าเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.44% ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย ความต่างระหว่างสองตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคาบางส่วนมาจากหมวดที่ผันผวน เช่น พลังงานและอาหาร มากกว่าการเร่งขึ้นของราคาทั่วทั้งระบบ
CPI คืออะไร และทำไมต้องดูเป็น “ตะกร้า”
ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เป็นเครื่องมือที่ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนซื้อเป็นประจำ แต่สินค้าแต่ละชนิดไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน รายการที่ครัวเรือนใช้จ่ายมากมีผลต่อดัชนีมากกว่ารายการที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายน้อย
ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมัน อาหาร หรือค่าใช้จ่ายกลุ่มสำคัญเปลี่ยนมาก ตัวเลข CPI สามารถขยับได้ชัด แม้ว่าราคาสินค้าอีกหลายหมวดจะทรงตัวก็ตาม
การอ่านเงินเฟ้อจึงต้องดูอย่างน้อยสามเรื่องพร้อมกัน:
- อัตราการเปลี่ยนแปลงของ CPI ว่าเพิ่มหรือลดจากปีก่อนเท่าไร
- หมวดสินค้าที่เป็นตัวขับเคลื่อน ว่าราคาขึ้นจากพลังงาน อาหาร ที่อยู่อาศัย บริการ หรือหลายหมวดพร้อมกัน
- ความกว้างและความต่อเนื่องของการขึ้นราคา ว่าเกิดเฉพาะบางกลุ่มชั่วคราว หรือเริ่มกระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ
เดือนสิงหาคม 2569 เงินเฟ้อไทยถูกดันจากอะไร
กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 2.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงส่งสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่อยู่สูงกว่าปีก่อน รวมถึงราคาอาหารสำเร็จรูปและอาหารสดบางชนิด เช่น ไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด
ภาพนี้สำคัญเพราะแสดงว่าเงินเฟ้อรอบปัจจุบันไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่มีทั้งแรงกดดันจาก พลังงาน, ต้นทุนอาหาร, และ สภาพอากาศ/ปริมาณผลผลิต เข้ามาพร้อมกัน
พลังงานมีผลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือค่าเชื้อเพลิงที่ผู้บริโภคจ่ายเอง ส่วนทางอ้อมคือผลต่อต้นทุนขนส่ง การผลิต และบริการ หากต้นทุนเหล่านี้สูงอยู่นาน ธุรกิจบางส่วนอาจทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย
อาหารมีลักษณะต่างออกไป เพราะราคาสามารถเคลื่อนไหวจากทั้งฤดูกาล สภาพอากาศ ปริมาณผลผลิต และต้นทุนการผลิต ทำให้เงินเฟ้ออาหารขึ้นลงเร็วกว่าองค์ประกอบบางหมวดของ CPI
เงินเฟ้อทั่วไปกับเงินเฟ้อพื้นฐานต่างกันอย่างไร
เงินเฟ้อทั่วไป หรือ headline inflation รวมราคาสินค้าและบริการในตะกร้าผู้บริโภคทั้งหมด จึงได้รับผลจากพลังงานและอาหารสดที่มีความผันผวนสูง
เงินเฟ้อพื้นฐาน หรือ core inflation ตัดบางหมวดที่ผันผวนสูงออก เพื่อช่วยดูแรงกดดันด้านราคาที่มีแนวโน้มต่อเนื่องกว่า ในเดือนสิงหาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงเงินเฟ้อทั่วไปที่ 2.53% และเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 1.44%
ความต่างดังกล่าวไม่ได้แปลว่า “เงินเฟ้อจริง” มีเพียงตัวใดตัวหนึ่ง ทั้งสองตัวตอบคำถามต่างกัน
- Headline ช่วยสะท้อนค่าครองชีพที่ครัวเรือนเจอจริง รวมถึงพลังงานและอาหาร
- Core ช่วยประเมินว่าแรงกดดันด้านราคาภายในระบบกำลังกระจายและยืดเยื้อเพียงใด
เมื่อ headline สูงกว่า core มากขึ้น นักวิเคราะห์มักต้องแยกต่อว่าแรงผลักมาจากสินค้าที่ผันผวนชั่วคราวหรือเริ่มส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการอื่นแล้ว
ทำไมรู้สึกว่าของแพง แต่เงินเฟ้ออาจไม่ได้สูงมาก
เงินเฟ้อวัด อัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคา ไม่ใช่ระดับราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
ตัวอย่างเช่น หากสินค้าชนิดหนึ่งขึ้นจาก 100 บาทเป็น 120 บาทในปีก่อน แล้วปีนี้ยังอยู่ที่ 120 บาท ราคายังคงสูงกว่าที่ผู้บริโภคเคยจ่าย แต่เงินเฟ้อของสินค้านั้นในปีนี้อาจเป็นศูนย์ เพราะราคาไม่ได้เพิ่มจากปีก่อน
นี่คือเหตุผลที่ความรู้สึกเรื่องค่าครองชีพสามารถยังตึงตัว แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลง และเป็นเหตุผลที่ต้องแยกระหว่างคำว่า “ราคาแพง” กับ “ราคากำลังแพงขึ้นเร็ว”
นอกจากนี้ ครัวเรือนแต่ละกลุ่มมีโครงสร้างการใช้จ่ายต่างกัน คนที่ใช้รายได้กับอาหาร พลังงาน หรือค่าเดินทางในสัดส่วนสูง อาจรู้สึกถึงแรงกดดันมากกว่าค่าเฉลี่ยของ CPI
เงินเฟ้อสามารถสูงขึ้นทั้งที่อุปสงค์ยังอ่อนหรือไม่
ได้ เพราะเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากอุปสงค์เพียงด้านเดียว
ธนาคารแห่งประเทศไทยในการประชุม กนง. วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ประเมินว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีและเข้าสู่ต้นปี 2570 จากผลของสภาพอากาศและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ขณะเดียวกันยังมองว่าอุปสงค์ภายในประเทศโดยรวมค่อนข้างอ่อนและเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ
ภาพแบบนี้เรียกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานหรือต้นทุน ซึ่งต่างจากภาวะที่เงินเฟ้อเกิดจากกำลังซื้อเร่งตัวแรงทั่วระบบ
จึงเป็นไปได้ที่จะเห็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน:
- ราคาพลังงานหรืออาหารบางกลุ่มเพิ่มขึ้น
- ครัวเรือนยังระมัดระวังการใช้จ่าย
- ธุรกิจบางส่วนส่งผ่านต้นทุนได้จำกัด
- เงินเฟ้อพื้นฐานจึงไม่จำเป็นต้องเร่งเท่ากับเงินเฟ้อทั่วไป
เป้าหมายเงินเฟ้อมีไว้เพื่ออะไร
สำหรับปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในระยะปานกลางที่ 1.0–3.0% โดยกรอบดังกล่าวใช้เป็นจุดอ้างอิงในการประเมินเสถียรภาพด้านราคา ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะต้องอยู่ตรงกลางกรอบทุกเดือน
เงินเฟ้อสามารถเคลื่อนออกนอกกรอบชั่วคราวได้จากราคาพลังงาน อาหาร ภัยธรรมชาติ หรือปัจจัยภายนอก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขเดือนเดียวคือระยะเวลาที่แรงกดดันดำเนินอยู่ การกระจายตัวของการขึ้นราคา และความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะกลาง
ตัวเลขอะไรควรติดตามต่อ
สำหรับการอ่านเงินเฟ้อไทยในช่วงต่อจากนี้ มีตัวเลขที่ควรดูร่วมกันมากกว่าการติดตาม CPI เพียงค่าเดียว
- Headline inflation — ดูค่าครองชีพโดยรวมและผลจากพลังงาน/อาหาร
- Core inflation — ดูความต่อเนื่องของแรงกดดันด้านราคา
- ราคาพลังงาน — เพราะส่งผลทั้งตรงและผ่านต้นทุนขนส่ง/ผลิต
- ราคาอาหารและสภาพอากาศ — โดยเฉพาะเมื่อผลผลิตได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ
- การส่งผ่านต้นทุนของธุรกิจ — หากต้นทุนสูงแต่ธุรกิจขึ้นราคาไม่ได้ เงินเฟ้อปลายทางอาจเพิ่มไม่มาก
- กำลังซื้อและการบริโภค — อุปสงค์ที่อ่อนช่วยจำกัดการส่งผ่านราคา แต่ในเวลาเดียวกันอาจสะท้อนแรงกดดันต่อรายได้ครัวเรือน
- ความคาดหวังเงินเฟ้อ — หากผู้บริโภคและธุรกิจเริ่มคาดว่าราคาจะขึ้นต่อเนื่อง พฤติกรรมการตั้งราคาและการใช้จ่ายอาจเปลี่ยนตาม
บทสรุป
เงินเฟ้อไทยควรถูกอ่านเป็น “โครงสร้างของการเปลี่ยนแปลงราคา” มากกว่าตัวเลขเดียว เดือนสิงหาคม 2569 เงินเฟ้อทั่วไปที่ 2.53% สูงกว่าเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 1.44% ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่แรงกดดันส่วนหนึ่งมาจากพลังงานและอาหาร ขณะที่แรงกดดันด้านราคาที่กระจายกว้างยังไม่ได้เร่งในระดับเดียวกัน
สำหรับผู้ติดตามเศรษฐกิจ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเงินเฟ้อเดือนหน้าจะอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ควรถามต่อว่า ราคากำลังขึ้นจากอะไร, กระจายกว้างแค่ไหน, และแรงกดดันนั้นมีแนวโน้มอยู่ชั่วคราวหรือยืดเยื้อ เพราะคำตอบเหล่านี้อธิบายผลต่อค่าครองชีพ ธุรกิจ และเศรษฐกิจได้มากกว่าตัวเลข CPI เพียงค่าเดียว



