เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 102.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.5% ในวันเดียว หลังตลาดเห็นสัญญาณว่าการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางเริ่มฟื้นตัว ทั้งที่ความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านการเดินเรือยังไม่ได้หายไป
ภาพนี้สะท้อนประเด็นสำคัญของตลาดน้ำมัน: ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นเพราะคำว่า “สงคราม” เพียงคำเดียว แต่ขึ้นหรือลงตามจำนวนบาร์เรลที่หายไปจริง ความเสี่ยงที่ตลาดประเมินว่าอุปทานอาจหายเพิ่ม ต้นทุนการขนส่ง ปริมาณน้ำมันสำรอง กำลังผลิตหรือเส้นทางที่เข้ามาทดแทนได้ และท้ายที่สุดคือผู้ใช้ยังยอมใช้น้ำมันในราคาที่สูงขึ้นมากแค่ไหน
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้น้ำมันแพงขึ้นหรือไม่ แต่คือ มันดันราคาได้ไกลแค่ไหน ใครเป็นคนรับต้นทุน และใครมีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น
น้ำมันไม่ได้ขึ้นจากกลไกเดียว
เวลาความขัดแย้งเกิดขึ้นในพื้นที่ผลิตหรือเส้นทางขนส่งน้ำมัน ตลาดมักตอบสนองผ่านอย่างน้อย 3 กลไกที่ต้องแยกออกจากกัน
กลไกแรกคือ Physical Supply Disruption (การหยุดชะงักของอุปทานจริง) เช่น แหล่งผลิตหยุดเดินเครื่อง ท่าเรือหรือท่อส่งใช้งานไม่ได้ เรือผ่านเส้นทางสำคัญได้น้อยลง หรือมาตรการคว่ำบาตรทำให้น้ำมันบางส่วนออกจากตลาดที่ซื้อขายได้ เมื่อจำนวนบาร์เรลที่ส่งถึงผู้ซื้อจริงลดลง ตลาดกายภาพจะตึงตัวและราคามีแรงผลักดันให้สูงขึ้น
กลไกที่สองคือ Geopolitical Risk Premium (ส่วนเพิ่มของราคาจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์) ราคาสามารถขึ้นได้ก่อนที่อุปทานจริงจะหาย เพราะผู้ซื้อ ผู้ค้า และผู้ประกอบการต้องเผื่อความเป็นไปได้ว่าเส้นทางขนส่งหรือแหล่งผลิตอาจมีปัญหาในอนาคต ความต้องการถือสต็อกอาจเพิ่มขึ้น ค่าเช่าเรือและค่าประกันภัยอาจสูงขึ้น และผู้ขายอาจต้องการราคาที่ชดเชยความเสี่ยงมากขึ้น
World Bank ประเมินในงานศึกษาปี 2026 ว่า เมื่อเกิด Geopolitical Oil Supply Shock (แรงกระแทกด้านอุปทานน้ำมันจากเหตุภูมิรัฐศาสตร์) ราคาน้ำมันตอบสนองต่อการลดลงของผลผลิตแรงกว่ากรณีแรงกระแทกด้านอุปทานทั่วไป แบบจำลองของรายงานประเมินว่า การลดลงของการผลิต 1% ที่สัมพันธ์กับแรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นสูงสุดของราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยประมาณ 11.5%
ตัวเลขนี้ ไม่ใช่สูตรพยากรณ์ราคา และไม่ควรนำ 11.5% ไปคูณกับปริมาณน้ำมันที่คาดว่าจะหายเพื่อสร้างเป้าราคา เพราะขนาดของเหตุ สต็อก กำลังผลิตสำรอง อุปสงค์ และการตอบสนองของตลาดในแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน สิ่งที่งานวิจัยช่วยอธิบายคือ ในช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง ความไม่แน่นอนและพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงสามารถทำให้ราคาตอบสนองแรงกว่าปริมาณอุปทานที่หายไปในขณะนั้น
กลไกที่สามทำงานในทิศทางตรงข้าม คือ Demand Destruction (การลดการใช้น้ำมันเมื่อราคาสูงจนผู้บริโภคหรือธุรกิจลดการใช้หรือหันไปทางเลือกอื่น) หากน้ำมันแพงนานพอ การเดินทางบางส่วนลดลง โรงงานปรับกระบวนการผลิต ประเทศต่าง ๆ ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นมากขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจชะลอลง อุปสงค์ที่ลดลงจึงสามารถจำกัดแรงกดดันด้านราคาได้
ปี 2026 แสดงให้เห็นว่า “บาร์เรลที่หายไป” สำคัญกว่าพาดหัวข่าว
ก่อนวิกฤตปี 2026 ช่องแคบฮอร์มุสเป็นหนึ่งในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก EIA ประเมินว่าในครึ่งแรกของปี 2025 มีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยประมาณ 20.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบเท่าราว 20% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั่วโลก และประมาณหนึ่งในสี่ของน้ำมันที่ค้าทางทะเลทั่วโลก

เมื่อดูข้อมูลรายไตรมาส ความรุนแรงของการหยุดชะงักในปี 2026 เห็นได้ชัด ปริมาณน้ำมันที่ผ่านฮอร์มุสลดจากประมาณ 21.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 4 ปี 2025 เหลือ 14.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 1 ปี 2026 และเหลือ 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ตามประมาณการของ EIA ทั้งนี้ EIA เตือนว่าข้อมูลปี 2026 ต้องปรับปรุงบ่อย เพราะสัญญาณติดตามเรือ AIS ในพื้นที่มีความไม่น่าเชื่อถือมากขึ้นหลังปลายเดือนกุมภาพันธ์
World Bank ประเมินว่าการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกในเดือนมีนาคมอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเรียกว่าเป็นแรงกระแทกด้านอุปทานน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในชุดข้อมูลของรายงาน ราคาน้ำมัน Brent จากบริเวณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปิดเดือนมีนาคมที่ประมาณ 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นี่คือกรณีที่ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในความคาดหวัง แต่กลายเป็นการสูญเสียอุปทานจริงขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม เส้นทางเลี่ยงยังมีอยู่บางส่วน ซาอุดีอาระเบียสามารถส่งน้ำมันผ่าน East-West Pipeline ไปยังทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อส่งไปยัง Fujairah นอกช่องแคบฮอร์มุส EIA ประเมินก่อนวิกฤตว่าเส้นทางของสองประเทศรวมกันมีความสามารถเพิ่มเติมในการเลี่ยงฮอร์มุสราว 4.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งช่วยลดความเสียหายได้ แต่ไม่เพียงพอจะทดแทนปริมาณปกติที่ผ่านช่องแคบทั้งหมด
แล้วทำไมราคาจึงไม่พุ่งขึ้นแบบไร้เพดาน?
ถ้ามองเฉพาะปริมาณอุปทานที่หายไป วิกฤตปี 2026 อาจดูเหมือนควรผลักราคาน้ำมันให้สูงกว่าที่เกิดขึ้นจริง แต่ตลาดโลกมีกันชนหลายชั้นที่ช่วยดูดซับแรงกระแทก
IMF สรุปว่าช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมมีแรงช่วยหลัก 3 ด้าน คือการลดลงของอุปสงค์ โดยเฉพาะในเอเชีย การผลิตนอกภูมิภาคอ่าวที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด และการดึงน้ำมันจากคลังเชิงพาณิชย์กับคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์มาใช้
IMF ประเมินว่า ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม มีน้ำมันดิบมากกว่า 1.1 พันล้านบาร์เรลที่ไม่ได้เข้าสู่ตลาดเมื่อเทียบกับเส้นทางอุปทานที่คาดไว้ก่อนการหยุดชะงัก แต่หลังการพุ่งขึ้นช่วงแรก ราคาน้ำมันกลับเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 90 – 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่ช่วงหนึ่ง
การดูเฉพาะราคาจึงอาจทำให้เข้าใจผิดว่าตลาด “รับมือได้” โดยไม่มีต้นทุน ในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งของต้นทุนนั้นถูกย้ายไปอยู่ที่การใช้สต็อกสำรอง การผลิตเพิ่มจากประเทศอื่น การลดการบริโภค และมาตรการของรัฐบาลที่ช่วยบรรเทาราคาสำหรับผู้ใช้
เมื่อถึงเดือนสิงหาคม กันชนเหล่านี้บางลงอีก IEA รายงานว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่สังเกตได้ทั่วโลกลดลง 95 ล้านบาร์เรลในเดือนสิงหาคม ทำให้ยอดลดลงสะสมนับจากเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 507 ล้านบาร์เรล หรือเฉลี่ย 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่กำลังผลิตในอ่าวมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวันยังถูกปิดไว้จากความเสี่ยงด้านความมั่นคงตามประมาณการเดือนกันยายนของ IEA
ดังนั้น ราคาน้ำมันอาจไม่พุ่งขึ้นทันทีทุกครั้งที่มีข่าวความขัดแย้งใหม่ แต่เมื่อกันชนถูกใช้ไปมาก ตลาดจะเปราะบางต่อการหยุดชะงักรอบถัดไปมากขึ้น
ต้นทุนไม่ได้อยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
สำหรับประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ ผลกระทบเริ่มจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้า หากต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อพลังงานปริมาณเท่าเดิม ประเทศจะเหลือกำลังซื้อสำหรับสินค้าและบริการจากต่างประเทศประเภทอื่นน้อยลง หรือจำเป็นต้องหาเงินตราต่างประเทศเพิ่ม
ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่เชื่อมกับ Terms of Trade (อัตราส่วนระหว่างราคาสินค้าส่งออกกับราคาสินค้านำเข้า) หากราคาพลังงานนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้าส่งออก ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจะสูญเสียกำลังซื้อในระดับประเทศ
บทวิเคราะห์เชิงแบบจำลองใน External Sector Report 2024 ของ IMF พบว่า Negative Oil Supply Shock (แรงกระแทกที่ทำให้อุปทานน้ำมันลดลง) โดยเฉลี่ยทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศผู้นำเข้าพลังงานอ่อนลง และสัมพันธ์กับการลดลงของรายได้จริง การบริโภค การลงทุน และผลผลิต ผลกระทบไม่ได้เท่ากันทุกประเทศ เพราะขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้าพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน สถานะทางการคลัง และพื้นที่ทางนโยบายที่รัฐบาลมีอยู่
สำหรับครัวเรือน ต้นทุนอาจเข้ามาทางราคาน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าไฟ อาหาร และสินค้าที่ต้องใช้พลังงานในการผลิตหรือขนส่ง ส่วนธุรกิจที่ใช้เชื้อเพลิงมาก เช่น ขนส่ง การบิน โลจิสติกส์ โรงงาน หรือธุรกิจที่มีอำนาจขึ้นราคาต่ำ อาจเห็นอัตรากำไรถูกบีบก่อนที่จะส่งต่อต้นทุนไปยังลูกค้าได้
แต่ราคาขายปลีกไม่ได้สะท้อนราคาตลาดโลกทันทีทุกประเทศ รัฐบาลบางแห่งใช้การอุดหนุน ลดภาษี หรือกำหนดราคาเพื่อลดแรงกระแทก งานวิจัย IMF Working Paper 2026/148 ซึ่งใช้ข้อมูลข้ามประเทศและแบบจำลอง Local Projections พบว่า การส่งผ่านราคาน้ำมันโลกไปยังราคาน้ำมันขายปลีกแตกต่างกันตามภูมิภาค สถานะผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก และนโยบายกำหนดราคา นั่นไม่ได้ทำให้ต้นทุนหายไป เพียงแต่สามารถเปลี่ยนผู้รับภาระบางส่วนจากผู้บริโภคไปเป็นงบประมาณของรัฐ
เงินเฟ้ออาจเป็นต้นทุนรอบสอง
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกระทบเงินเฟ้อโดยตรงผ่านเชื้อเพลิงและพลังงาน แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ต้นทุนจะส่งต่อไปยังสินค้า ค่าแรง และความคาดหวังเงินเฟ้อในวงกว้างหรือไม่
BIS ชี้ว่า การส่งผ่านของ Energy Shock (แรงกระแทกด้านพลังงาน) ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจ สภาวะเงินเฟ้อก่อนเกิดเหตุ ขนาดและความยืดเยื้อของแรงกระแทก รวมถึงการเกิด Second-round Effects (ผลกระทบรอบสองที่ลามจากพลังงานไปยังราคาและค่าแรงหมวดอื่น) การตอบสนองของนโยบายการเงินจึงต้องพิจารณาทั้งความต่อเนื่องของแรงกดดันเงินเฟ้อและความเสียหายต่อการเติบโต
หากราคาพลังงานสูงขึ้นเพียงชั่วคราว การขึ้นดอกเบี้ยไม่สามารถผลิตน้ำมันเพิ่มหรือเปิดเส้นทางเดินเรือได้ แต่ถ้าแรงกระแทกเริ่มฝังตัวในราคาสินค้า ค่าแรง และความคาดหวังเงินเฟ้อ ธนาคารกลางอาจต้องรักษานโยบายตึงตัวนานกว่าที่จะทำในกรณีแรงกระแทกชั่วคราว
ผู้บริโภคบางประเทศจึงอาจเผชิญต้นทุนมากกว่าหนึ่งชั้น คือทั้งค่าพลังงานที่แพงขึ้น และภาวะการเงินที่ตึงตัวนานขึ้น หากแรงกดดันเงินเฟ้อมีความต่อเนื่อง
ผู้ส่งออกน้ำมันได้ประโยชน์จริงหรือไม่?
คำตอบคือ ได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ หากประเทศผู้ผลิตยังสามารถส่งออกได้ตามปกติ ราคาที่สูงขึ้นย่อมเพิ่มรายรับต่อบาร์เรล และอาจช่วยดุลการค้าและรายได้ภาครัฐ IMF ระบุว่าประเทศที่ยังส่งออกน้ำมันและก๊าซได้โดยไม่ถูกรบกวนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่นในวิกฤตปี 2026
ผู้ผลิตนอกพื้นที่ความขัดแย้งก็สามารถได้ประโยชน์จากทั้งราคาที่สูงขึ้นและส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น หากมีกำลังผลิตพร้อม ในช่วงแรกของวิกฤต การเพิ่มผลผลิตจากนอกภูมิภาคอ่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยปิดช่องว่างของตลาด
แต่ผู้ส่งออกที่ถูกโจมตี ปิดท่าเรือ สูญเสียกำลังผลิต หรือไม่สามารถขนส่งน้ำมันออกได้อาจเสียรายได้แม้ราคาตลาดโลกจะสูงขึ้น เพราะรายได้จากน้ำมันขึ้นกับทั้ง ราคา x ปริมาณที่ขายได้
ดังนั้น การเรียก “ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน” ทั้งกลุ่มว่าเป็นผู้ชนะจึงทำให้ภาพจริงหายไป
เส้นทางขนส่งคือส่วนหนึ่งของราคาน้ำมัน
อีกต้นทุนหนึ่งที่มองไม่เห็นจากตัวเลขการผลิต คือค่าขนส่งและประกันภัย เมื่อเส้นทางหลักมีความเสี่ยง ผู้ส่งออกอาจพยายามเปลี่ยนไปใช้ท่อส่งหรือท่าเรืออื่น แต่เส้นทางใหม่ไม่ได้ฟรี และบางครั้งก็มีความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งตามมา Reuters รายงานเมื่อวันที่ 24 กันยายน โดยอ้างราคาจากตลาดประกันภัยว่า war-risk insurance สำหรับเรือที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียและใช้ Yanbu เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3% ของมูลค่าเรือ และอาจสูงถึง 7% สำหรับบางท่าเรือใกล้เยเมน ตัวเลขเหล่านี้เป็น market quotes ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ไม่ใช่อัตราคงที่ของตลาดทั้งหมด
ต้นทุนเหล่านี้ทำให้คำว่า “มีน้ำมันอยู่” ไม่เท่ากับ “น้ำมันส่งถึงผู้ซื้อได้ในต้นทุนเดิม”
ในวันที่ 29 กันยายน ราคาน้ำมันลดลงเมื่อการส่งออกจากภูมิภาคฟื้นตัวและการลำเลียงผ่าน East-West Pipeline กับ Yanbu กลับมามากขึ้น นี่เป็นตัวอย่างว่าข้อมูล Physical Flow (ปริมาณการส่งมอบจริง) สามารถกดหรือหนุนราคาได้ แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง
ประวัติศาสตร์ให้บทเรียน แต่ไม่ให้สูตรสำเร็จ
วิกฤตน้ำมันปี 1973 การปฏิวัติอิหร่านช่วง 1978 – 1979 วิกฤตอิรักบุกคูเวตในปี 1990 สงครามกลางเมืองลิเบียในปี 2011 และการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดน้ำมันต้องประเมินความเสี่ยงด้านอุปทานใหม่
งานศึกษาของ World Bank พบว่า เมื่อการสูญเสียอุปทานเชื่อมกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ราคามักตอบสนองแรงกว่าการลดลงของอุปทานทั่วไป เพราะตลาดไม่ได้ประเมินเฉพาะน้ำมันที่หายไปวันนี้ แต่ประเมินความเสี่ยงว่าปริมาณที่หายอาจเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบแต่ละครั้งต้องระวัง ในปีหนึ่งอาจมีคลังสำรองสูง แต่อีกปีอยู่ในภาวะสต็อกต่ำ บางช่วงกลุ่ม OPEC+ หรือผู้ผลิตนอกกลุ่มมีกำลังผลิตสำรองมาก บางช่วงเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวจนอุปสงค์อ่อนลง และบางช่วงรัฐบาลใช้น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มอุปทานชั่วคราว เพราะเหตุนี้ พาดหัวภูมิรัฐศาสตร์ที่คล้ายกันจึงไม่จำเป็นต้องสร้างราคาน้ำมันแบบเดียวกัน
ถ้าจะดูว่าน้ำมันยังไปต่อหรือเริ่มคลาย ควรดูอะไร?
จุดที่ควรเริ่มดูคือปริมาณน้ำมันที่ออกจากพื้นที่เสี่ยงได้จริง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงทางการเมือง หากการส่งออกและเส้นทางเดินเรือฟื้น ราคาสามารถลดลงได้แม้ความขัดแย้งยังไม่จบ
สต็อกน้ำมันก็สำคัญไม่แพ้กัน หากสต็อกถูกดึงลงต่อเนื่อง ตลาดจะเหลือกันชนน้อยลงและมีความไวต่อการหยุดชะงักรอบใหม่มากขึ้น
อีกชุดข้อมูลที่ไม่ควรมองข้ามคือค่าขนส่ง ค่าเช่าเรือ และค่าประกันภัย เพราะสิ่งเหล่านี้บอกว่าความเสี่ยงกำลังถูกส่งผ่านเข้าสู่ต้นทุนการซื้อขายและส่งมอบจริงมากแค่ไหน
นอกจากนี้ยังต้องดูการผลิตจากประเทศอื่น การตัดสินใจของ OPEC+ (OPEC และประเทศพันธมิตร) รวมถึง Refinery Margins (ส่วนต่างกำไรการกลั่น) โดยเฉพาะตลาดดีเซล และสุดท้ายคืออุปสงค์โลก หากราคาสูงจนการใช้ลดลงเร็ว แรงกดดันด้านราคาก็จะเริ่มถูกจำกัดจากฝั่งอุปสงค์
จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ตอบได้ว่า “สงครามดันน้ำมันได้ไกลแค่ไหน”
ราคาน้ำมันจะอยู่สูงได้นานเมื่ออุปทานจริงหายไปนาน ขณะที่สต็อกและกำลังผลิตทดแทนไม่พอ และอุปสงค์ยังไม่ลดลงมากพอ ในทางกลับกัน หากเส้นทางส่งออกกลับมา ผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มอุปทานได้ และราคาที่สูงเริ่มกดอุปสงค์ลง ราคาก็สามารถปรับลงได้แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่
สำหรับผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้า ต้นทุนของวิกฤตจึงไม่ได้วัดแค่ราคาน้ำมันหนึ่งบาร์เรล แต่รวมถึงค่าขนส่ง เงินเฟ้อ งบประมาณรัฐ และการเติบโตที่อาจอ่อนลง ส่วนผู้ที่มีโอกาสได้ประโยชน์มากที่สุดไม่ใช่ “ผู้ส่งออกน้ำมันทุกประเทศ” แต่เป็นผู้ผลิตที่ยังมีน้ำมัน มีเส้นทางส่งออก และสามารถขายเพิ่มได้ในช่วงที่ตลาดขาดแคลน



