ธุรกิจฟุตบอลอังกฤษไม่ได้มีรายได้จากการขายตั๋วเพียงอย่างเดียว เงินก้อนใหญ่ไหลเข้ามาจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทั่วโลกก่อนกระจายผ่านพรีเมียร์ลีกไปยังสโมสร แต่หากเปิดงบการเงินจริงจะพบว่า ตัวเลขรายได้ของผู้จัดลีกกับรายได้ของ 20 สโมสรเป็นคนละบัญชี และการนำยอดมาบวกกันตรง ๆ จะทำให้ประเมินขนาดธุรกิจสูงเกินจริง
ในปีบัญชีสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2025 บริษัทผู้จัดพรีเมียร์ลีกมีรายได้ 3,655.9 ล้านปอนด์ (4,820.3 ล้าน USD) ส่วนรายได้รวมของ 20 สโมสรที่แข่งขันในฤดูกาล 2024 – 2025 อยู่ที่ 6.8 พันล้านปอนด์ (9.0 พันล้าน USD) ตามรายงานของ Deloitte ตัวเลขสองชุดนี้สะท้อนคนละขั้นตอนของการไหลเวียนเงิน ไม่ใช่รายได้ใหม่สองก้อนที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยปี 2025 ของ Bank of England (ธนาคารกลางอังกฤษ) รายได้รวม 6.8 พันล้านปอนด์ (9.0 พันล้าน USD) จะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.95 แสนล้านบาท (9.0 พันล้าน USD) ทำให้เห็นขนาดธุรกิจในมุมที่ผู้อ่านชาวไทยเข้าถึงง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี ยอดนี้เป็นรายได้รวมของสโมสร 20 ทีมที่แข่งขันในฤดูกาล 2024 – 2025 ไม่ใช่จำนวนเงินที่รัฐบาลอังกฤษได้รับ หรือรายได้ของพรีเมียร์ลีกในฐานะบริษัทเดียว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงพรีเมียร์ลีกทำเงินได้มากแค่ไหน แต่คือเงินถูกสร้างจากที่ใด ผ่านมือใครบ้าง สโมสรใดสามารถต่อยอดเป็นรายได้อื่นได้ และรัฐเก็บภาษีจากกิจกรรมเหล่านั้นจริงเพียงใด
ลีกกับสโมสรเป็นคนละกระเป๋า
พรีเมียร์ลีกในฐานะองค์กรกลาง ทำหน้าที่ขายสิทธิ์โทรทัศน์และสิทธิ์เชิงพาณิชย์จำนวนมากในนามของสมาชิก จากนั้นจึงจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งให้สโมสรตามกติกา รวมทั้งสนับสนุนระบบฟุตบอลระดับล่าง ขณะที่สโมสรจะบันทึกเงินที่ได้รับจากลีกเป็น รายได้ของตนเอง ควบคู่ไปกับรายได้จากแฟนบอล สปอนเซอร์ ร้านค้า และการแข่งขันในเวทียุโรป
งบของ The Football Association Premier League Limited ปีสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 แสดงยอดขาย 3,655.9 ล้านปอนด์ (4,820.3 ล้าน USD) ภายใต้งบรวมขององค์กร ตัวเลขที่เกี่ยวกับสิทธิ์ถ่ายทอดในต่างประเทศบนฐานรายได้ก่อนปรับผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1,851.4 ล้านปอนด์ (2,441.3 ล้าน USD) หรือราวครึ่งหนึ่งของรายได้ฐานดังกล่าว ขณะที่เงินจัดสรรให้สโมสรสมาชิกซึ่งบันทึกในหมวด ต้นทุนขาย อยู่ที่ 2,817.6 ล้านปอนด์ (3,715.0 ล้าน USD)
เมื่อเงินจากลีกไปปรากฏในงบสโมสรอีกครั้ง การนำรายได้ 3,655.9 ล้านปอนด์ (4,820.3 ล้าน USD) ไปบวกกับยอดรวมสโมสร 6.8 พันล้านปอนด์ (9.0 พันล้าน USD) จึงทำให้เกิดภาวะ Double Counting (การนับซ้ำ) ไม่ใช่การวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นแบบสุทธิ ส่วนการคำนวณมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องอาศัยวิธีการอีกชุดหนึ่ง
ลิขสิทธิ์ฟุตบอลเป็นฐานรายได้ แต่สโมสรมีทางหารายได้ไม่เท่ากัน
Deloitte รายงานว่าในฤดูกาล 2024 – 2025 รายได้จากการถ่ายทอดสดของสโมสรพรีเมียร์ลีกทั้งหมดมีประมาณ 3.4 พันล้านปอนด์ (4.5 พันล้าน USD) รายได้เชิงพาณิชย์ 2.4 พันล้านปอนด์ (3.2 พันล้าน USD) และรายได้วันแข่งขันเกิน 1.0 พันล้านปอนด์ (1.3 พันล้าน USD) เป็นครั้งแรก โดยรายได้เชิงพาณิชย์เติบโต 13% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากการถ่ายทอดสดเพิ่มเพียง 2% ข้อมูลสามหมวดนี้คือรายได้ในงบสโมสร ไม่ใช่ยอดขายลิขสิทธิ์ขององค์กรจัดการแข่งขัน
ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทำให้ทีมเล็กมีรายได้ก้อนหลักโดยไม่ต้องสร้างฐานแฟนบอลทั่วโลกในระดับเดียวกับทีมใหญ่ ขณะที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Liverpool, Arsenal และ Manchester United มีโอกาสทำสัญญาสปอนเซอร์ ขายสินค้า และขยายเครือข่ายการตลาดได้ไกลกว่า นอกจากนี้ รายได้วันแข่งขันยังขึ้นอยู่กับความจุสนาม ราคาตั๋ว พื้นที่รับรองลูกค้า และจำนวนเกมเหย้าในรายการอื่น ๆ
ช่องว่างระหว่างทีมใหญ่อาจชัดเจนที่สุดในส่วนของ รายได้เชิงพาณิชย์ โดยพบว่ากลุ่ม Big Six (กลุ่มสโมสรใหญ่ 6 ทีม) ครองสัดส่วนถึง 73% ของรายได้เชิงพาณิชย์รวมในฤดูกาล 2024 – 2025 แม้เงินอุดหนุนจากลีกจะช่วยพยุงทีมขนาดกลางและเล็ก แต่ยอดขายสปอนเซอร์และสินค้าของสโมสรยังขึ้นอยู่กับฐานแฟนบอลและอำนาจต่อรองเฉพาะทีมอยู่ดี
ข้อควรระวัง รายรับค่าลิขสิทธิ์ที่ประกาศเป็นมูลค่าสัญญาหลายปี ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นเงินเข้าบัญชีทั้งหมดในปีเดียว และค่าตัวผู้เล่นที่สโมสรขายได้ก็ไม่ได้นับเป็นยอดขายจากการดำเนินงานตามนิยามรายได้ในตารางด้านล่าง การขายนักเตะอาจสร้างกำไรทางบัญชีจากมูลค่าคงเหลือของ Player Registration Rights (สิทธิในตัวผู้เล่น) แต่เป็นรายการที่ต้องอ่านแยกจากยอดรายได้หลัก
ในรอบสิทธิ์ถ่ายทอดใหม่ Matchday Finance ประเมินมูลค่าดีลถ่ายทอดสดในประเทศและต่างประเทศเมื่อเฉลี่ยเป็นรายฤดูกาลไว้ราว 3.84 พันล้านปอนด์ (5.18 พันล้าน USD) ตัวเลขนี้คือการประเมินมูลค่าสัญญาโดยนำดีลที่มีอายุสัญญาต่างกันมาเฉลี่ย ไม่ใช่เงินรายได้ที่เข้าบัญชีสโมสรในฤดูกาล 2024 – 2025 และไม่ควรนำไปบวกกับรายได้ถ่ายทอดสด 3.4 พันล้านปอนด์ (4.5 พันล้าน USD) ของ Deloitte โดยตรง
เงินส่วนแบ่งพรีเมียร์ลีกคำนวณอย่างไร
รายได้ส่วนกลางไม่ได้แบ่งตามอันดับเพียงอย่างเดียว พรีเมียร์ลีกอธิบายว่า สิทธิ์ถ่ายทอดสดภายในสหราชอาณาจักรใช้สัดส่วน 50-25-25 โดย 50% แบ่งให้สโมสรเท่ากัน 25% จ่ายตามอันดับในตาราง และอีก 25% เป็นค่าตอบแทนการถูกเลือกถ่ายทอดสดภายในประเทศ แต่สูตรนี้ไม่ใช่สูตรที่ใช้แบ่งรายได้ทั้งหมดของลีก
รายได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดต่างประเทศ จะแบ่งเป็นส่วนฐานที่เท่ากันและส่วนเพิ่มตามอันดับ ภายใต้กลไกที่กำหนดเพดานความแตกต่างของเงินส่วนแบ่ง ส่วนรายได้เชิงพาณิชย์ที่ลีกขายรวม มีองค์ประกอบที่แบ่งเท่ากันด้วย จึงต้องพิจารณาทั้งรายได้ในประเทศ ต่างประเทศ และเชิงพาณิชย์ร่วมกัน ก่อนสรุปว่าสโมสรได้รับเงินจากลีกเท่าไร
ดังนั้น Merit Payment (เงินตามอันดับ) จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยอดจ่ายส่วนกลางทั้งหมด ในฤดูกาล 2025 – 2026 The Athletic ประเมินจากข้อมูลหลายสโมสรว่า พรีเมียร์ลีกอาจจ่ายเงินส่วนกลางรวมเกิน 3.0 พันล้านปอนด์ (4.05 พันล้าน USD) เพิ่มขึ้นจากระดับราว 2.8 พันล้านปอนด์ (3.78 พันล้าน USD) ในรอบก่อนหน้า แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ยอดจ่ายที่พรีเมียร์ลีกเผยแพร่รับรองครบทุกสโมสร
ตารางต่อไปนี้คือประมาณการเงินส่วนแบ่งส่วนกลางของสโมสรที่แข่งขันในฤดูกาล 2025 – 2026 หลังสิ้นสุดการแข่งขัน ไม่ใช่กำไรสุทธิ ไม่ใช่รายได้ทั้งหมดของสโมสร และไม่ใช่เงินรางวัลที่จ่ายตามอันดับเพียงอย่างเดียว ตัวเลขอ้างอิงมาจากการประเมินของ The Athletic ซึ่งอาจแตกต่างจากยอดชำระจริงในรอบสุดท้าย
| อันดับ 2025/26 | สโมสร | ประมาณการเงินส่วนแบ่งจากลีก |
|---|---|---|
| 1 | Arsenal | 198.7 ล้านปอนด์ (268.1 ล้าน USD) |
| 2 | Manchester City | 192.5 ล้านปอนด์ (259.8 ล้าน USD) |
| 3 | Manchester United | 191.5 ล้านปอนด์ (258.4 ล้าน USD) |
| 4 | Aston Villa | 182.6 ล้านปอนด์ (246.4 ล้าน USD) |
| 5 | Liverpool | 181.8 ล้านปอนด์ (245.3 ล้าน USD) |
| 6 | AFC Bournemouth | 170.5 ล้านปอนด์ (230.1 ล้าน USD) |
| 7 | Sunderland | 168.2 ล้านปอนด์ (227.0 ล้าน USD) |
| 8 | Brighton & Hove Albion | 161.6 ล้านปอนด์ (218.1 ล้าน USD) |
| 9 | Brentford | 161.5 ล้านปอนด์ (217.9 ล้าน USD) |
| 10 | Chelsea | 162.6 ล้านปอนด์ (219.4 ล้าน USD) |
| 11 | Fulham | 155.2 ล้านปอนด์ (209.4 ล้าน USD) |
| 12 | Newcastle United | 154.5 ล้านปอนด์ (208.5 ล้าน USD) |
| 13 | Everton | 147.7 ล้านปอนด์ (199.3 ล้าน USD) |
| 14 | Leeds United | 144.5 ล้านปอนด์ (195.0 ล้าน USD) |
| 15 | Crystal Palace | 137.5 ล้านปอนด์ (185.6 ล้าน USD) |
| 16 | Nottingham Forest | 137.1 ล้านปอนด์ (185.0 ล้าน USD) |
| 17 | Tottenham Hotspur | 135.8 ล้านปอนด์ (183.3 ล้าน USD) |
| 18 | West Ham United | 128.6 ล้านปอนด์ (173.5 ล้าน USD) |
| 19 | Burnley | 118.1 ล้านปอนด์ (159.4 ล้าน USD) |
| 20 | Wolverhampton Wanderers | 117.7 ล้านปอนด์ (158.8 ล้าน USD) |
กรณีของ Chelsea ที่จบอันดับ 10 แต่มีประมาณการเงินส่วนแบ่ง 162.6 ล้านปอนด์ (219.4 ล้าน USD) ซึ่งสูงกว่า Brighton ที่จบอันดับ 8 (161.6 ล้านปอนด์ (218.1 ล้าน USD)) สะท้อนให้เห็นว่าจำนวนแมตช์ที่ถูกถ่ายทอดสดและองค์ประกอบรายได้อื่น ส่งผลต่อเงินรวมโดยไม่ได้เรียงตามอันดับเพียงอย่างเดียว
สโมสรในตารางเงินส่วนแบ่งปี 2025 – 2026 ไม่ใช่ 20 สโมสรชุดเดียวกับฤดูกาลปัจจุบัน (2026 – 2027) สโมสรอย่าง West Ham United, Burnley และ Wolverhampton Wanderers ปรากฏในตารางนี้ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกลีกสูงสุดในฤดูกาล 2026 – 2027
รายได้ของ 20 สโมสรพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2026 – 2027
รายชื่อสโมสรต่อไปนี้อ้างอิงสถานะสมาชิกพรีเมียร์ลีก ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2026 แต่ใช้รายได้ที่รายงานสำหรับปีบัญชี 2024 – 2025 เป็นฐานเปรียบเทียบ เนื่องจากงบล่าสุดของทุกสโมสรสำหรับฤดูกาล 2025 – 2026 ยังเผยแพร่ไม่ครบ ตัวเลขเป็นค่าประมาณที่ปัดเศษจากงบที่ PSRwatch รวบรวม และไม่ใช่รายได้ที่คาดว่าจะได้รับในฤดูกาล 2026 – 2027
สำหรับ Coventry City, Hull City, Leeds United และ Sunderland ปีฐานที่ใช้วัดยังอยู่ในระดับ แชมเปียนชิป จึงไม่ควรตีความว่ารายได้ที่ต่ำกว่าเกิดจากความสามารถเชิงธุรกิจล้วน ๆ ส่วน Ipswich Town เล่นพรีเมียร์ลีกใน 2024 – 2025 ก่อนตกชั้นและเลื่อนชั้นกลับมาในฤดูกาลปัจจุบัน
| สโมสรปัจจุบัน | รายได้ปีบัญชี 2024/25 | ลีกที่เล่นในปีฐาน |
|---|---|---|
| AFC Bournemouth | 182.0 ล้านปอนด์ (240.0 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Arsenal | 691.0 ล้านปอนด์ (911.1 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Aston Villa | 378.0 ล้านปอนด์ (498.4 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Brentford | 173.1 ล้านปอนด์ (228.2 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Brighton & Hove Albion | 221.0 ล้านปอนด์ (291.4 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Chelsea | 491.0 ล้านปอนด์ (647.4 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Coventry City | 34.2 ล้านปอนด์ (45.1 ล้าน USD) | แชมเปี้ยนชิป |
| Crystal Palace | 195.3 ล้านปอนด์ (257.5 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Everton | 196.7 ล้านปอนด์ (259.3 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Fulham | 194.8 ล้านปอนด์ (256.8 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Hull City | 25.8 ล้านปอนด์ (34.0 ล้าน USD) | แชมเปี้ยนชิป |
| Ipswich Town | 155.4 ล้านปอนด์ (204.9 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Leeds United | 137.0 ล้านปอนด์ (180.6 ล้าน USD) | แชมเปี้ยนชิป |
| Liverpool | 703.0 ล้านปอนด์ (926.9 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Manchester City | 694.0 ล้านปอนด์ (915.0 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Manchester United | 666.5 ล้านปอนด์ (878.8 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Newcastle United | 335.3 ล้านปอนด์ (442.1 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Nottingham Forest | 221.8 ล้านปอนด์ (292.4 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
| Sunderland | 39.4 ล้านปอนด์ (51.9 ล้าน USD) | แชมเปี้ยนชิป |
| Tottenham Hotspur | 565.0 ล้านปอนด์ (745.0 ล้าน USD) | พรีเมียร์ลีก |
การแปลงเงินเป็น USD ในบทความ ใช้ข้อมูลธนาคารกลางอังกฤษ โดยใช้ค่าเฉลี่ยปี 2025 ที่ 1.3185 USD/GBP สำหรับรายได้ปีบัญชี 2024 – 2025 และใช้ค่าเฉลี่ยพฤษภาคม 2026 ที่ 1.3495 USD/GBP สำหรับประมาณการส่วนแบ่งปี 2025 – 2026 ส่วนตัวเลขจาก EY ฤดูกาล 2023 – 2024 ใช้ค่าเฉลี่ยปี 2024 ที่ 1.2783 USD/GBP ทั้งหมดเป็นค่าเทียบเพื่อช่วยให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนที่องค์กรใช้ลงบัญชีจริง
ข้อจำกัดของตาราง ตัวเลขสโมสรอาจมีวันสิ้นปีบัญชีและขอบเขตบริษัทในเครือต่างกัน จึงเหมาะกับการมองระดับและความแตกต่าง มากกว่าการจัดอันดับอย่างละเอียดถึงหลักทศนิยม และไม่ควรนำยอดรวม 20 ทีมปัจจุบัน ไปอ้างว่าเท่ากับยอดรวม 20 ทีมของ Deloitte เพราะเป็นสโมสรคนละชุดกัน
ทำไมรายได้สูงจึงไม่ได้แปลว่าสโมสรทำกำไร
ทีมฟุตบอลต้องแบกรับค่าจ้างนักเตะและทีมงาน ค่าใช้จ่ายการแข่งขัน การดูแลสนาม และค่าตัดจำหน่ายสิทธิในตัวผู้เล่น เมื่อซื้อผู้เล่นด้วยค่าตัวก้อนใหญ่ สโมสรอาจทยอยบันทึกต้นทุนตามอายุสัญญา แม้กระแสเงินสดจะจ่ายออกไปคนละเวลากัน ด้วยเหตุนี้ รายได้ที่สูงจึงไม่รับประกันว่าสโมสรจะมีกำไรหรือมีเงินสดคงเหลือ

หลักฐานจาก Deloitte ช่วยตอกย้ำความจริงข้อนี้ สโมสรพรีเมียร์ลีกที่แข่งขันในปี 2024 – 2025 มีต้นทุนค่าแรงรวม 4.4 พันล้านปอนด์ (5.8 พันล้าน USD) (คิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้) และขาดทุนก่อนภาษีรวม 948.0 ล้านปอนด์ (1,249.9 ล้าน USD) แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน นั่นหมายความว่า ตลาดที่เติบโตไม่ได้ทำให้ทุกสโมสรหรือผู้ถือหุ้นทุกคนได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นเสมอไป
หากจะประเมินความแข็งแรงของสโมสร ควรอ่านรายได้ควบคู่กับ อัตราส่วนค่าจ้างต่อรายได้ ภาระหนี้ ค่าตัดจำหน่ายผู้เล่น และความต่อเนื่องของรายได้เชิงพาณิชย์ ไม่ใช่ดูเพียงอันดับบนตารางฟุตบอลหรือยอดขายปีล่าสุด
ภาษีที่สหราชอาณาจักรได้รับมาจากทางใด
รายได้ภาษีจากอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากภาษีนิติบุคคลของสโมสรเพียงอย่างเดียว เพราะธุรกรรมเงินเดือน การซื้อขายสินค้า การให้บริการ และกิจกรรมรอบสนาม ล้วนกระจายเม็ดเงินไปยังหลายส่วนของเศรษฐกิจ
- Personal Income Tax (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) และ National Insurance (เงินสมทบประกันสังคม) เงินเดือนนักฟุตบอล ผู้ฝึกสอน และพนักงาน ก่อให้เกิดภาระภาษีตามสถานะ สโมสรยังอาจต้องจ่ายภาษีในส่วนของนายจ้างสมทบด้วย ไม่ใช่หักจากนักเตะฝ่ายเดียว
- Value Added Tax (ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT) การขายตั๋ว บริการที่เข้าข่ายเสียภาษี สินค้าที่ระลึก และกิจกรรมเชิงพาณิชย์บางประเภทอยู่ภายใต้กฎ VAT
- Corporate Tax (ภาษีนิติบุคคล) คำนวณจากกำไรทางภาษีตามกฎหมายและการปรับปรุงภาษี ไม่ใช่ยอดขายรวม อัตราหลักของสหราชอาณาจักรในปีภาษี 2026 คือ 25% สำหรับบริษัทที่เข้าเกณฑ์กำไรสูง โดยยังมีมาตรการบรรเทาสำหรับกรณีอื่น ๆ
- ภาษีจากห่วงโซ่เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร การขนส่ง ผู้ผลิตสื่อ และซัพพลายเออร์ ต่างมีฐานภาษีของตนเองจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องใช้แบบจำลองผลกระทบเศรษฐกิจที่ระบุขอบเขตชัดเจนก่อนนำมานับรวม
การที่สโมสรขาดทุนทางบัญชีไม่ได้แปลว่ากิจการไม่มีภาษีอื่นเกิดขึ้น และการนำอัตราภาษี 25% ไปคูณรายได้รวมของสโมสร ถือเป็นการคำนวณที่ผิดฐาน
ตัวเลขภาษีที่ EY ประเมินหมายถึงอะไร
งานศึกษาของ EY ประเมินว่า กิจกรรมของลีกและสโมสรในฤดูกาล 2023 – 2024 สร้างผลสนับสนุนภาษีในสหราชอาณาจักร 4.4 พันล้านปอนด์ (5.6 พันล้าน USD) ในจำนวนนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักเตะและพนักงาน 2.1 พันล้านปอนด์ (2.7 พันล้าน USD) นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึงผลต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรสูงถึง 9.8 พันล้านปอนด์ (12.5 พันล้าน USD) และสนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาษีตามขอบเขตของ EY ไม่ใช่ยอดภาษีนิติบุคคล ที่ 20 สโมสรชำระต่อกรมสรรพากรโดยตรงในปี 2026 – 2027 และไม่ใช่จำนวนเงินที่ไหลเข้าสู่รัฐบาลอังกฤษเพียงส่วนเดียว เพราะคำว่า UK ในรายงานหมายครอบคลุมถึงสหราชอาณาจักรทั้งหมด
นอกจากนี้ ปีที่วัดผลก็ไม่ตรงกับปีบัญชี 2024 – 2025 ในบทความนี้ จึงไม่ควรนำยอดภาษีจาก EY มาหารกับยอดรายได้เพื่อสรุปเป็นอัตราภาษีที่แท้จริง
เงินที่ไหลเข้ามาจะโตต่อได้หรือไม่
การขายสิทธิ์ถ่ายทอดสดยังคงเป็นจุดแข็ง โดย Deloitte คาดการณ์ว่ารายได้รวมของสโมสรพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2025 – 2026 อาจสูงกว่า 7.0 พันล้านปอนด์ (9.2 พันล้าน USD) จากวงจรสิทธิ์ถ่ายทอดรอบใหม่และรายได้จากการแข่งขันในยุโรป แต่ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลประกอบการที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
การเติบโตต่อไปยังต้องเผชิญความท้าทายเรื่อง ความสามารถในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ของผู้ถ่ายทอดสด ภาระค่าแรง กติกาควบคุมต้นทุนทีม ความเหลื่อมล้ำระหว่างสโมสรใหญ่กับทีมเล็ก และความเสี่ยงต่ออันดับการแข่งขัน ซึ่งอาจกระทบเงินส่วนแบ่งโทรทัศน์โดยตรง
สำหรับภาครัฐ หากค่าจ้างและการบริโภคเพิ่มขึ้นจริงก็อาจทำให้ฐานภาษีบางส่วนขยายตัว แต่ไม่อาจอนุมานได้ว่าเงินภาษีจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ค่าลิขสิทธิ์ในสัดส่วนเดียวกัน เพราะกำไรสุทธิ โครงสร้างธุรกิจ และสิทธิประโยชน์ทางภาษียังคงมีผลเสมอ
Key Insight: พรีเมียร์ลีกเป็นธุรกิจที่ส่งออกความนิยมของฟุตบอลไปขายทั่วโลก แต่รายได้องค์กรกลาง รายได้สโมสร กำไร และภาษีที่รัฐได้รับ เป็นคนละตัวชี้วัดกัน ความสำเร็จที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่การเปลี่ยนเม็ดเงินจากค่าลิขสิทธิ์ให้เป็นธุรกิจที่ทำกำไรและสร้างฐานภาษีได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มยอดขายหน้าบัญชีอย่างเดียว
Recap: ท้ายที่สุด การตั้งคำถามว่าอังกฤษได้ประโยชน์จากพรีเมียร์ลีกเท่าไร ควรเริ่มจากการแยก 3 คำถามออกจากกัน ได้แก่ 1. สโมสรทำเงินได้เท่าไร 2. สโมสรเหลือกำไรเท่าไร และ 3. กิจกรรมฟุตบอลสร้างภาษีและการจ้างงานในสหราชอาณาจักรเท่าไร การวิเคราะห์ที่ซื่อสัตย์ต่อข้อมูล จะต้องไม่นำตัวเลขทั้งสามส่วนนี้มาปะปนกัน



